ฉันทลักษณ์ : เพียงสุรเสียงจังหวะขับขาน เข้าสู่การเป็นวรรคจำ

gte5x6kac

เริ่มต้นบทความที่สองในการค้นหาข้อพิสูจน์เรื่อง “วรรคจำ” จากปริศนาทิ้งท้ายของบทความครั้งก่อน เกี่ยวกับปัจจัยที่ทำให้เกิดวรรคจำ ทำไมเราจึงจำคำประพันธ์นั้นๆได้กันนะ  เพื่อจะไขข้อสงสัยที่ทุกคนอยากรู้ เราจึงขอเปิดประตูสู่คำตอบให้ได้รู้กันในวันนี้

ในครั้งก่อนเราได้แสดงให้ทุกคนเห็นแล้วว่าวรรคทองกับวรรคจำนั้นมีจุดที่เหมือนและแตกต่างกันอย่างไร ในส่วนของบทความนี้ เราจะมาเจาะลึกถึงเรื่องปัจจัยที่ทำให้เกิดวรรคจำ  โดยจะเริ่มต้นจากส่วนสำคัญลำดับแรกๆ ของการทำให้คำประพันธ์นั้นสามารถจดจำได้

สิ่งนั้นก็คือ ฉันทลักษณ์ หรือรูปแบบคำประพันธ์”

ฉันทลักษณ์ หรือรูปแบบคำประพันธ์ คือส่วนหนึ่งของการทำให้เกิดวรรคจำ โดยเมื่อลองนึกถึงวรรคจำที่เราหลายคนคุ้นเคยนั้น ส่วนใหญ่มักจะนึกถึงคำประพันธ์ที่เป็นประเภทกลอน หรือโคลง

ทำไมเรามักจะจำคำประพันธ์ประเภทกลอนและโคลงได้ง่ายกว่าคำประพันธ์ประเภทอื่นล่ะ?

คำตอบก็คือ บทกลอน หรือโคลงนั้น มีจุดเด่นร่วมกันอยู่ก็คือเรื่องของ จังหวะ

แล้ว จังหวะ มีส่วนสำคัญต่อการจำคำประพันธ์ได้อย่างไร?

จากบทความ “Why Does Music Aid in Memorization?”  ของ Heidi Mitchell ได้กล่าวเอาไว้ถึงสาเหตุของการที่เราสามารถจดจำสิ่งที่เป็นจังหวะหรือท่วงทำนอง โดยได้ให้ Henry L. Roediger ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยวอชิงตัน เป็นผู้ตอบคำถามในครั้งนี้  เขาได้กล่าวว่า

ข้อมูลที่สามารถดึงออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดคือ “เพลง”  ซึ่งมีจังหวะ สัมผัสระหว่างวรรค คำซ้ำ และสัมผัสอักษร  อันเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยปลดล๊อคการจัดเก็บข้อมูลที่อยู่ในสมองได้”

นอกจากนี้ Dr. Roediger ยังกล่าวอีกว่า

“มีนักวิจัยหลายคนที่คิดว่าการทำงานของสมองนั้นมีพัฒนาการตอบสนองต่อบทเพลงมานานก่อนจะมีภาษา นักประสาทวิทยาหลายคนก็เชื่อว่ามนุษย์นั้นพัฒนาเพลงหรือการเต้นรำมาเพื่อใช้เรียกกู้คืนข้อมูลในสมอง”

และ

“นักจิตวิทยาหลายคนก็เชื่อว่ากฎหมาย เรื่องเล่า และประเพณีได้ถูกถ่ายทอดผ่านบทกวี, บทสวด หรือแม้กระทั่งเพลง เพื่อให้พวกเขาสามารถจดจำได้และสามารถนึกถึงมันได้เสมอ ด้วยความคิดนี้ พวกเขามองว่าพวกบทสวดจะสามารถช่วยให้คนสามารถจำกลุ่มข้อมูลขนาดใหญ่และสามารถส่งต่อไปได้อีกหลายชั่วอายุคน

จากบทความนี้ช่วยทำให้เราเห็นว่าคำประพันธ์ที่มีจังหวะหรือท่วงทำนอง จะช่วยทำให้คนสามารถจดจำและถ่ายทอดต่อ ๆ กันไปได้ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า วรรคจำของพวกเรานั้น ส่วนใหญ่ล้วนมีจังหวะที่สอดประสานคล้ายท่วงทำนองของดนตรี และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้คนส่วนใหญ่จำบทกลอนหรือโคลงที่มีจังหวะคล้ายดนตรีได้นั่นเอง  ซึ่งสิ่งที่ทำให้กลอนหรือโคลง มีจังหวะคล้ายท่วงทำนองของเพลงนั้นมีอยู่หลายสาเหตุด้วยกัน ดังนี้

สำหรับกลอนนั้น โดยทั่วไปเป็นคำประพันธ์ที่เหมาะสำหรับการบรรยายและเล่าเรื่อง จึงทำให้มีลักษณะที่ใกล้เคียงกับคำพูด
และกลอนก็มีลักษณะเด่นคือการเน้นสัมผัส  มีจังหวะที่สม่ำเสมอ และตำแหน่งเสียงวรรณยุกต์ท้ายวรรคก็เปรียบเสมือนเสียงดนตรีหรือทำนองเพลง จากลักษณะเด่นเหล่านี้เองที่ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่สามารถจดจำบทประพันธ์ได้และกลายเป็นวรรคจำในที่สุด

%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%a5%e0%b8%b6%e0%b8%87-001(สุภาษิตสอนหญิง)

โดยธรรมชาติทั่วไปของกลอนคือ การเล่นสัมผัส ทำให้กลอนมีจังหวะจะโคนโดดเด่นจากคำประพันธ์ประเภทอื่น ๆ เห็นได้จากตัวอย่างจากบทกลอนข้างต้น ซึ่งการเล่นสัมผัสนั้นมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ ได้แก่


%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%88%e0%b8%b33

สัมผัสนอกเป็นหนึ่งในรูปแบบฉันทลักษณ์ที่สำคัญของการประพันธ์บทกลอน ที่เราเรียกว่าสัมผัสนอกนั้นก็เพราะเป็นสัมผัสระหว่างวรรคและหากเป็นบทกลอนที่ดีนั้นก็มักจะไม่นิยมใช้คำ คำเดียวกันเพื่อให้เกิดการสัมผัส

ในตัวอย่างจากบทกลอน สุภาษิตสอนหญิง ข้างต้น สัมผัสนอกในที่นี้คือ บาทขาด และ สงค์ จงลง ซึ่งเป็นสัมผัสสระที่จะต่อกันเป็นทอดๆ นอกจากนี้สัมผัสนอกก็อาจจะเป็นสัมผัสพยัญชนะด้วยได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่สามารถใช้สัมผัสพยัญชนะเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการใช้สัมผัสสระ

%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%88%e0%b8%b34

สัมผัสในเป็นสัมผัสที่คล้องจองในวรรคเดียวกันซึ่งเป็นสัมผัสที่ไม่ได้บังคับ แต่หากเลือกคำที่ทำให้เกิดสัมผัสใน ก็จะทำให้กลอนนั้น มีความไพเราะ รื่นหูเพิ่มขึ้น โดยสัมผัสในยังแบ่งออกได้เป็น 2 แบบ คือ สัมผัสพยัญชนะ และสัมผัสสระ

2.002.jpeg

(สุภาษิตสอนหญิง)

จะพบว่าสัมผัสพยัญชนะ ในบทกลอนข้างต้น ได้แก่ บรรบาท, ขาด – ของ,  สิ่งสงค์ และจ่ายจะ

ส่วนสัมผัสสระ ได้แก่ จบครบ, ของต้อง, น้อยค่อย และมากยาก

และมีการใช้คำซ้ำ ได้แก่ จง กับ น้อย ทำให้เกิดเสียงสัมผัสทั้งสระและพยัญชนะ

ดังนั้นเราจะพบว่าการเล่นสัมผัสโดยมีทั้งสัมผัสนอกและสัมผัสในอยู่รวมกัน จะทำให้กลอนมีความสละสลวยมากขึ้น และช่วยให้กลอนเกิดจังหวะและทำนอง ซึ่งส่งผลให้เราสามารถจดจำบทกลอนได้มากกว่ากลอนที่มีเพียงแค่สัมผัสนอกเพียงอย่างเดียว

จึงมีคำกล่าวที่ว่า…

 ถ้าสัมผัสนอกสร้างรูปร่างลักษณะ ให้แก่คำประพันธ์แล้ว สัมผัสในก็สร้างความมีชีวิตให้ (วันเนาว์ ยูเด็น, 2532)

เมื่อมีสัมผัสนอกและสัมผัสในแล้วก็จะทำให้กลอนมีจังหวะ ซึ่งในบทกลอนนั้น ได้มีลักษณะการแบ่งจังหวะสำหรับการอ่านภายในหนึ่งวรรค เป็น 3 – 2 – 3 หรือ 3 – 3 – 3

และคุณดวงมน จิตร์จำนงค์ ได้เสนอแนวคิดหนึ่งที่คาดว่าบทกลอนนั้นพัฒนามาจากเพลงพื้นบ้าน ซึ่งลักษณะเด่นของเพลงพื้นบ้านคือ ไม่มีแบบแผนด้านจำนวนคำ มีทำนองอย่างง่ายๆ ซ้ำๆ และใช้คำง่ายๆ เพลงพื้นบ้านจึงมีลักษณะเป็นเหมือนบทร้อยกรอง ซึ่งมีการใช้เสียงสัมผัส และต่อมาจึงได้พัฒนาไปเป็นกลอนในภายหลัง ซึ่งเราจะพบว่าลักษณะของความเป็นเพลงพื้นบ้านยังคงหลงเหลืออยู่ในความเป็นกลอน อันได้แก่การมีสัมผัสที่ทำให้เกิดจังหวะและทำนองซึ่งเป็นลักษณะเด่นของกลอน

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เราสามารถจดจำบทประพันธ์ประเภทกลอนได้มากกว่าฉันทลักษณ์แบบอื่น ๆ เพราะมีจังหวะและทำนองคล้ายกับเพลงนั่นเอง

นอกจากการแบ่งจังหวะของบทกลอนที่มีส่วนทำให้คล้ายคลึงกับทำนองเพลงแล้ว เสียงวรรณยุกต์เองก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้บทกลอนของเรานั้นมีโทนเสียงขึ้นลงเหมือนเพลงด้วย

เนื่องจากกลอนมีข้อบังคับที่ใช้สำหรับการแต่ง จึงทำให้กลอนมีความไพเราะมากกว่าคำประพันธ์ประเภทอื่น ๆ ซึ่งการมีโทนเสียงขึ้นลงอย่างเป็นแบบแผนทำให้กลอนเป็นที่จดจำได้ง่ายมากยิ่งขึ้น โดยมีแบบแผนคือ วรรคต้นมักจะใช้ได้ทั้ง 5 เสียง แต่ไม่นิยมเสียงสามัญ วรรคที่สองนิยมใช้เพียงแต่เสียงจัตวา  วรรคสามนิยมใช้เพียงแต่เสียงสามัญ และวรรคสุดท้ายหรือวรรคที่สี่ก็นิยมใช้เสียงสามัญเช่นกัน

ตัวอย่างเช่น

   g,k.001.jpeg

                          (นิราศภูเขาทอง)

จากคำประพันธ์ข้างต้นจะเห็นได้ว่าคำสุดท้ายของวรรคแรก ซึ่งก็คือ “รัก” เป็นเสียง ตรี(  ๊ ) ส่วนคำสุดท้ายในวรรคที่สองซึ่งก็คือ “ไฉน” เป็นเสียง จัตวา (  ๋ ) ในวรรคที่สามซึ่งก็คือ “ไป” เป็นเสียงสามัญ ส่วนในวรรคสุดท้าย ซึ่งก็คือคำว่า “คืน” ก็เป็นเสียงสามัญ ตรงกับแบบแผนการใช้วรรณยุกต์สำหรับบทกลอน ทำให้กลอนบทนี้ได้กลายเป็นวรรคจำของใครหลายๆคน เนื่องจากมีโทนเสียงตามแบบแผนและไพเราะราวกับท่วงทำนองเพลง


ในส่วนของคำประพันธ์ประเภทโคลงนั้น เป็นคำประพันธ์ที่มีลักษณะเด่น คือ การใช้เสียงสูงต่ำ เนื่องจากลักษณะของฉันทลักษณ์ที่มีบังคับคำเอกคำโท การที่คำประพันธ์ประเภทโคลงซึ่งเล่นกับเสียงสูงต่ำหรือวรรณยุกต์ทำให้โคลงเองก็มีเสียงสูงต่ำเหมือนจังหวะของดนตรีเช่นกัน และเสียงวรรณยุกต์ก็ถือเป็นธรรมชาติของภาษาไทย ซึ่งทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกคุ้นชินและสามารถจดจำได้

glup'.001.jpeg(ลิลิตพระลอ)

บทประพันธ์ข้างต้นที่ยกมาเป็นคำประพันธ์ประเภทโคลงสี่สุภาพ มีฉันทลักษณ์ ดังนี้

%e0%b9%85-001

โคลงสี่สุภาพนั้นมีสัมผัสนอกหรือสัมผัสที่เป็นข้อบังคับน้อย จังหวะในการอ่านจะเป็น 2 – 3 หรือ 3 – 2 ในวรรคหน้า ส่วนวรรคหลังเป็น 2 (2) และวรรคหลังของบาทสุดท้ายเป็น 2 – 2  จะเห็นได้ว่าทั้งสัมผัสนอกและจังหวะอ่านในโคลงสี่สุภาพยังไม่โดดเด่นเท่าคำประพันธ์ประเภทอื่นมากนัก

แต่หากสังเกตหรือฟังให้ดีอีกที เราจะสามารถจับทำนองเสียง หรือก็คือวรรณยุกต์ของโคลงที่เกิดจากข้อบังคับเอก-โท เป็นเสียงสูงต่ำที่เหลื่อมล้ำกันอยู่ กล่าวคือ เสียงเอกคือเสียงต่ำ และ เสียงโทคือเสียงสูง โดยเฉพาะเสียงวรรณยุกต์ของคำที่สองในวรรคหลัง ที่ถือเป็นจุดสำคัญหรือจุดแสดงเสน่ห์ของโคลง ซึ่งข้อบังคับเอก – โทตามที่กล่าวไปจะทำเกิดทำนองเสียง ต่ำ-สูง-ต่ำ-สูง หรือดอกบัว หุบ-บาน-หุบ-บาน ตามแผนภาพ ดังนี้

วปห.jpg

นอกจากข้อบังคับของคำประพันธ์ประเภทโคลงทั้งคำเอก-คำโทและสัมผัสระหว่างวรรคแล้ว กลวิธีทางภาษาอื่นๆ เช่น การซำ้คำ หรือการใช้สัมผัสใน ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้เกิดการจดจำคำประพันธ์นั้นๆได้ ยกตัวอย่างเช่น

                                              Untitled.001.jpeg

(ยวนพ่ายโคลงดั้น)

จากคำประพันธ์ข้างต้นมีการใช้คำซำ้ ซึ่งก็คือคำว่า “ไตร” ขึ้นต้นวรรคแรกในแต่ละบาท และยังซำ้ภายในวรรคอีกด้วย เมื่อลองนับแล้วพบว่าในบทนี้มีการใช้คำว่า “ไตร”  ทั้งหมด 11 คำ  การเห็นคำซ้ำๆจึงช่วยให้เราสามารถจำได้มากขึ้น

และในเรื่องของสัมผัสนั้น ดูได้จากตัวอย่างด้านล่าง

1111-001

(ลิลิตตะเลงพ่าย)

จะเห็นได้ว่า คำประพันธ์บทนี้มีการใช้สัมผัสในทุกวรรค ได้แก่ มีสัมผัสพยัญชนะ 8 แห่ง และสัมผัสสระอีก 1 แห่ง ทำให้เกิดจังหวะในการอ่านให้มีลีลาลื่นไหล  นอกจากนี้ยังมีสัมผัส “นิสสัย” ซึ่งก็คือ คำหลังของวรรคหน้ามีเสียงพยัญชนะหรืออยู่ในหมวดเดียวกันกับคำแรกของวรรคต่อไป เมื่อดูจากคำประพันธ์ข้างต้นจะพบนิสสัย ได้แก่ แยก – ยล, ทบ – ท้าว, ซบ – สัง และ สิ้น – สู่

จะเห็นได้ว่าทั้งกลอนและโคลงมีองค์ประกอบต่างๆที่ทำให้เกิดจังหวะหรือทำนอง ซึ่งจังหวะหรือทำนองนี้เองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราสามารถจดจำคำประพันธ์นั้นๆได้ดี

%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%88%e0%b8%b36

แต่…แล้วคำประพันธ์ประเภทอื่นๆทำไมเราจึงจำกันไม่ค่อยได้?

สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะ คำประพันธ์ชนิดอื่นๆ เช่น ฉันท์ กาพย์ ร่าย นั้น เป็นรูปแบบที่รับเข้ามาจากต่างประเทศ ทำให้คนไทยไม่ค่อยคุ้นชินกับจังหวะหรือท่วงทำนองมากนัก โดย ฉันท์  ซึ่งเป็นรูปแบบการประพันธ์ของอินเดีย จะเน้นไปที่เสียงครุ – ลหุ และมีการบังคับสัมผัส ทำให้เมื่อแต่งคำประพันธ์ประเภทฉันท์ กวีจำต้องใช้คำจากบาลี – สันสกฤต ซึ่งเป็นคำที่ค่อนข้างยากสำหรับคนไทย และทำให้คนอ่านไม่สามารถทำความเข้าใจได้   ในขณะที่ กาพย์ ซึ่งก็ได้รับการพัฒนามาจากฉันท์ แต่ไม่มีบังคับเสียงครุ – ลหุ และเน้นไปที่จำนวนคำมากกว่าจังหวะ ทำให้จังหวะของกาพย์ไม่ได้ไหลลื่นเหมือนกลอนหรือโคลง  สำหรับ ร่าย จะเน้นไปที่เนื้อหาบรรยายเรื่องราวให้คล้องจองตามบังคับสัมผัส  และด้วยการที่ไม่กำหนดความสั้นยาว ร่ายจึงมีลักษณะคล้ายร้อยแก้วเสียมากกว่า ทำให้เป็นที่จดจำได้ยาก

 


ทั้งนี้ทั้งนั้น จากตำรา “ความจำของมนุษย์” โดย รศ. อุบลรัตน์ เพ็งสถิตย์ ก็ได้กล่าวไว้ว่า การจำด้วยเสียง ก็เป็นเพียงการจำระยะสั้น  แต่หากต้องการให้การจำนั้นเข้าสู่การเป็นความทรงจำระยะยาว ก็มีปัจจัยอื่นอีก หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องของความหมายหรือความเข้าใจในสิ่งที่ตนรู้สึก

ดังนั้นหากเราเพียงแค่ได้ยินคำประพันธ์อย่างเดียว ก็อาจจะจำได้เพียงสั้นๆ เป็นจังหวะหรือทำนอง แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปีโดยที่ยังไม่เคยอ่านด้วยตา ก็อาจจะทำให้คำประพันธ์นั้นถูกลบเลือนไปตามกาลเวลา

เนื้อหาความหมายของคำประพันธ์ จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดวรรคจำขึ้นมา แต่เนื้อหาจะสามารถทำให้เราจำได้อย่างไร ติดตามต่อในบทความหน้านะdae1c80d97a39ed69ac4c87afbeb9522


แหล่งอ้างอิง :

ชลธิรา สัตยาวัฒนา. (2530). ผจงถ้อยร้องเรียง. กรุงเทพฯ : ปลาตะเพียน.

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์. (2535) ดังนั้นฉันจึงเขียน. กรุงเทพฯ : ก.ไก่.

ประสิทธิ์ กาพย์กลอน. (2523) แนวทางศึกษาวรรณคดี : ภาษากวี การวิจักษ์และวิจารณ์. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนา.

ราชบัณฑิตยสถาน.(2554) วรรคทองในวรรณคดีไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ : ธนาเพรส.

รื่นฤทัย สัจจพันธุ์. (2549). สุนทรียภาพแห่งชีวิต. กรุงเทพฯ : ณ เพชร.

ล้อม เพ็งแก้ว.(2549) ว่ายเวิ้งวรรณคดี กรุงเทพฯ : พิมพ์คำ.

วันเนาว์ ยูเด็น. (2532). การศึกษาเรื่องกลอน. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์.

วีรวัฒน์ อินทรพร.(2560). เอกสารประกอบการบรรยาย รายวิชา ๔๑๑ ๒๔๖ วิวัฒนาการร้อยกรองไทย. นครปฐม : มหาวิทยาลัยศิลปากร.

ศรีอินทรายุธ. (2556). ศิลปาการแห่งกาพย์กลอน. กรุงเทพฯ : อ่าน.

เศรษฐ พลอินทร์. (2524). ลักษณะคำประพันธ์ไทย. กรุงเทพฯ : หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมการฝึกหัดครู.

อุบลรัตน์ เพ็งสถิตย์. (2535). ความจำมนุษย์. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

Haidi Mitchell. (2556). Why Does Music Aid in Memorization?. แหล่งที่มา : https://www.wsj.com/articles/SB10001424052702304483804579284682214451364  [21 กุมภาพันธ์ 2560]

Advertisements

One thought on “ฉันทลักษณ์ : เพียงสุรเสียงจังหวะขับขาน เข้าสู่การเป็นวรรคจำ

  1. มะกอกน้อย says:

    มาแล้วๆ ครั้งนี้มีรูปการ์ตูนน่ารักๆ ด้วย
    ชอบบจังเลย

    ที่มะกอกน้อยจำกลอนพอได้ก็่น่าจะเพราะพวกเสียง พวกจังหวะนีแหละ
    แต่ไม่นานก็ลืม ก็เพิ่งรู้ว่า เป็นเพียงความทรงจำระยะสั้น (เอ๊ะ หรือเราความจำสั้นเอง)

    ที่จำๆ ได้ตอนนี้ ส่วนใหญ่ก็จำได้แต่แง่คิดอะไรพวกนี้ ไม่รู้เกี่ยวกันไง แหะ

    เป็นกำลังใจให้นะครับ ติดตามเสมอ

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s